อิควาน อาวุธสร้างรัฐ หรือหมากการเมือง?

อิควาน อาวุธสร้างรัฐ หรือหมากการเมือง?

เมื่อพันธมิตรกลายเป็นศัตรูของอำนาจ

จากนักรบผู้สร้างอำนาจอัลซาอูด สู่ศัตรูที่รัฐต้องปราบ และคำถามที่ประวัติศาสตร์ยังทิ้งไว้

“เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล”

ประโยคนี้อาจฟังดูรุนแรง หากนำมาอธิบายประวัติศาสตร์การก่อตั้งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย แต่เมื่อเปิดหน้าประวัติศาสตร์ย้อนกลับไป จะพบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่าง ราชวงศ์อัลซาอูด อุลามาอ์ และนักรบอิควาน

คนกลุ่มหนึ่งเคยเป็นกำลังสำคัญในการขยายอำนาจ

แต่เมื่อภารกิจของรัฐเปลี่ยนไป...

กำลังที่เคยเป็น “ผู้สร้าง” ก็สามารถกลายเป็น “ปัญหาของรัฐ” ได้ในทันที

นี่ไม่ใช่เรื่องของการกล่าวหาใคร

แต่เป็นเรื่องของการตั้งคำถามว่า

ในสนามการเมือง ใครเป็นผู้ใช้ใคร และเมื่อถึงวันที่ผลประโยชน์ไม่ตรงกัน ใครจะเป็นผู้ถูกกำจัดออกจากกระดาน?


จุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่ไอซิส

การถกเถียงในโลกมุสลิมยุคปัจจุบันมักเริ่มต้นด้วยคำว่า

วะฮาบี → ซาลาฟี → อิควาน → ไอซิส

แล้วพยายามลากเส้นให้ทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน

แต่ถ้าต้องการเข้าใจประวัติศาสตร์จริง เราต้องถอยกลับไปก่อน

ก่อนจะมีซาอุดีอาระเบีย

ก่อนจะมีไอซิส

และก่อนที่จะมีคำว่า “มัดคอลี”

ต้องกลับไปดูความสัมพันธ์ระหว่าง

มุฮัมมัด อิบนุ ซะอูด

กับ

มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ

ในศตวรรษที่ 18

นี่คือจุดที่อำนาจทางการเมืองและแนวคิดการฟื้นฟูศาสนาเดินมาบรรจบกัน

ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจในการปกครองและการทหาร

อีกฝ่ายมีอำนาจทางความคิดและศาสนา

เมื่อสองอำนาจมาพบกัน จึงเกิดพันธมิตรที่ทรงพลังอย่างยิ่ง

ศาสนาให้ความชอบธรรมแก่อำนาจ

ขณะเดียวกัน

อำนาจรัฐก็ทำให้แนวคิดทางศาสนาสามารถขยายตัวได้อย่างกว้างขวาง

นี่คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ก่อนจะติดป้ายว่าใครเป็น “วะฮาบี” หรือ “ต่อต้านวะฮาบี”


แล้ว “อิควาน” เข้ามาอยู่ตรงไหน?

เมื่อเข้าสู่ยุคของ อับดุลอะซีซ อิบนุซาอูด ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การรวมดินแดนคาบสมุทรอาหรับเข้าสู่รัฐเดียวต้องอาศัยทั้งการเมือง การเจรจา และกำลังทหาร

หนึ่งในกำลังสำคัญคือ อิควาน

อิควานไม่ใช่เพียงกลุ่มนักรบธรรมดา แต่เป็นขบวนการที่มีรากฐานจากการจัดระเบียบชุมชนชนเผ่าและการปลูกฝังแนวคิดศาสนาอย่างเข้มข้น

พวกเขากลายเป็นกำลังสำคัญในการรบและการขยายอำนาจของอิบนุซาอูด

โดยเฉพาะช่วงการเข้าควบคุมฮิญาซ

มักกะฮ์ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายอิบนุซาอูดในปี 1924

และตามมาด้วยการเข้าควบคุมมะดีนะฮ์และญิดดะฮ์ในปี 1925

จากนั้นรัฐซาอุดีอาระเบียก็เริ่มมีรูปร่างชัดเจนขึ้น

แต่ตรงนี้เองที่เรื่องราวกลับตาลปัตร


นักรบต้องการ “ศึก” แต่รัฐต้องการ “สันติภาพ”

เมื่อยังไม่มีรัฐที่มั่นคง

นักรบคือทรัพยากร

แต่เมื่อรัฐเกิดขึ้นแล้ว

นักรบที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอาจกลายเป็นภัย

นี่คือกฎข้อหนึ่งของการเมืองที่พบเห็นในประวัติศาสตร์หลายแห่ง

อิควานบางส่วนไม่เห็นด้วยกับแนวทางของอิบนุซาอูดที่ต้องหยุดการขยายสงครามและยอมรับเงื่อนไขทางการเมืองระหว่างประเทศ

พวกเขาต้องการเดินหน้าต่อ

แต่อิบนุซาอูดกำลังสร้างรัฐ

เขาจึงต้องคิดแบบผู้ปกครอง

ไม่ใช่คิดแบบแม่ทัพในสนามรบเพียงอย่างเดียว

รัฐต้องมี

พรมแดน

การทูต

เศรษฐกิจ

การบริหาร

และที่สำคัญที่สุด

รัฐต้องเป็นผู้ผูกขาดการใช้กำลัง

ตรงนี้เองที่เส้นทางของอิควานกับอิบนุซาอูดเริ่มแยกออกจากกัน


เมื่อผู้สร้างรัฐ กลายเป็นภัยต่อรัฐ

ความขัดแย้งพัฒนาไปสู่การเผชิญหน้ากัน

และจบลงที่ ยุทธการซะบีละฮ์ ในปี 1929

กองกำลังของอิบนุซาอูดสามารถเอาชนะอิควาน

อิควานในฐานะกำลังทางทหารอิสระจึงถูกทำลายลงในฐานะพลังทางการเมืองและการทหารที่สามารถท้าทายศูนย์กลางอำนาจ

ลองหยุดตรงนี้สักครู่

เพราะนี่คือจุดที่ประวัติศาสตร์น่าสนใจมาก

กลุ่มเดียวกันนี้เคยเป็นกำลังสำคัญในการขยายอำนาจของอิบนุซาอูด

แต่เมื่อผลประโยชน์และเป้าหมายของพวกเขาไม่ตรงกัน

รัฐกลับต้องใช้กำลังจัดการกับพวกเขา

จึงเกิดคำถามว่า

อิควานเป็น “พันธมิตร” ของอิบนุซาอูดตลอดไป หรือเป็นเพียงพันธมิตรในช่วงเวลาที่เป้าหมายของทั้งสองฝ่ายยังตรงกัน?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

แต่อยู่ที่คำว่า

ผลประโยชน์ทางการเมือง


“เสร็จศึกฆ่าขุนพล” หรือเพียงการรักษารัฐ?

ตรงนี้ต้องยุติธรรมกับประวัติศาสตร์

เราสามารถใช้ภาษิต

“เสร็จศึกฆ่าขุนพล”

เป็นภาพเปรียบเทียบได้

แต่เราไม่ควรใช้มันเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่า

อิบนุซาอูดวางแผนใช้อิควานแล้วกำจัดพวกเขาตั้งแต่แรก

เพราะนั่นเป็นเรื่องของ “เจตนา” ซึ่งต้องมีหลักฐานโดยตรง

สิ่งที่หลักฐานประวัติศาสตร์แสดงได้คือ

อิควานเคยเป็นกำลังสำคัญในการสร้างและขยายอำนาจของรัฐ

และต่อมา

เมื่ออิควานขัดแย้งกับแนวทางของรัฐ อิบนุซาอูดก็ปราบพวกเขา

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะตั้งคำถามทางรัฐศาสตร์อย่างจริงจัง


แล้วนี่คือ “วะฮาบี” หรือ “ไอซิส”?

คำถามนี้สำคัญมากในยุคปัจจุบัน

เพราะทุกวันนี้มีความพยายามนำประวัติศาสตร์อิควานมาเชื่อมกับไอซิส

แต่ต้องแยกให้ชัด

อิควาน ≠ ไอซิส

อิควานเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองและสังคมในคาบสมุทรอาหรับช่วงการสร้างรัฐซาอุดีอาระเบีย

ขณะที่ไอซิสเกิดขึ้นในบริบทโลกมุสลิมสมัยใหม่ โดยเฉพาะสงครามอิรัก ความขัดแย้งในซีเรีย การล่มสลายของรัฐ และพัฒนาการของขบวนการญิฮาดสากล

แม้จะสามารถศึกษาความต่อเนื่องหรือความคล้ายคลึงทางความคิดบางประการได้

แต่การเขียนสมการว่า

อิควาน = ไอซิส

เป็นการทำให้ประวัติศาสตร์ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายเกินไป


แล้ว “มัดคอลี” อยู่ตรงไหน?

อีกคำหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในสนามความขัดแย้งทางความคิดคือ

“มัดคอลี”

ในบางบริบท คำนี้ถูกใช้ในฐานะคำเรียกกลุ่มหรือแนวคิดซาลาฟีที่มีจุดเน้นเรื่อง

การเชื่อฟังผู้ปกครอง

การต่อต้านการลุกฮือ

การต่อต้านการใช้ความรุนแรงเพื่อโค่นอำนาจรัฐ

ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า

แนวคิดดังกล่าวมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากอุดมการณ์ของไอซิส

เพราะไอซิสใช้การลุกฮือ การทำสงคราม และการสร้างรัฐของตนเองเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ดังนั้นการเอาคำว่า

“มัดคอลี”

ไปเชื่อมกับ

“ไอซิส”

โดยอัตโนมัติ จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ ไม่ใช่สิ่งที่ควรถือเป็นข้อเท็จจริงตั้งต้น


แต่ก็อย่ากลับด้านจนกลายเป็นอีกมายาคติหนึ่ง

ในทางกลับกัน เราก็ไม่ควรเขียนว่า

“เพราะมัดคอลีต่อต้านไอซิส ดังนั้นทุกสิ่งที่เรียกว่าซาลาฟีหรือวะฮาบีจึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางประวัติศาสตร์เลย”

เพราะนั่นก็เป็นการเหมารวมอีกด้านหนึ่ง

ประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรอาหรับมีทั้ง

การตักฟีร

การต่อสู้ทางศาสนา

สงคราม

การสร้างรัฐ

การประนีประนอม

การปราบปราม

และ การเปลี่ยนแปลงของพันธมิตร

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในบริบทที่แตกต่างกัน

การนำทุกอย่างมารวมเป็นคำเดียวจึงไม่สามารถอธิบายประวัติศาสตร์ได้


บทเรียนใหญ่จากอิควาน

บางทีเรื่องที่น่าสนใจที่สุดของอิควานไม่ได้อยู่ที่ว่า

“อิควานดีหรือเลว?”

แต่คือ

อะไรเกิดขึ้นเมื่อขบวนการศาสนากลายเป็นกำลังทางทหาร และกำลังทหารนั้นช่วยสร้างรัฐขึ้นมา?

เมื่อรัฐยังไม่มั่นคง

นักรบคือกำลังของรัฐ

แต่เมื่อรัฐมั่นคง

นักรบต้องอยู่ภายใต้รัฐ

และถ้านักรบไม่ยอมอยู่ภายใต้รัฐ

รัฐก็อาจมองนักรบเหล่านั้นเป็นภัยคุกคาม

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับอิควานในท้ายที่สุด


จากอิควานถึงไอซิส : อย่าลากเส้นตรงจนเกินจริง

การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างจริงจังไม่ควรเขียนว่า

วะฮาบี → อิควาน → ไอซิส

แล้วลากเส้นตรงเหมือนเป็นองค์กรเดียวกัน

แต่ควรถามว่า

แนวคิดอะไรถูกส่งต่อ?

แนวคิดอะไรถูกตีความใหม่?

แนวคิดอะไรถูกปฏิเสธ?

และ

บริบททางการเมืองแบบใดที่ทำให้แนวคิดเดียวกันสามารถให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน?

เพราะศาสนาไม่ได้ทำงานอยู่ในสุญญากาศ

เมื่อศาสนาเข้าไปอยู่กับ

รัฐ

สงคราม

ชนเผ่า

เศรษฐกิจ

ภูมิรัฐศาสตร์

และ อำนาจ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


คำถามที่สังคมมุสลิมควรถาม

วันนี้เราอาจทะเลาะกันว่า

ใครเป็นวะฮาบี?

ใครเป็นมัดคอลี?

ใครเป็นอิควาน?

ใครเป็นซาลาฟี?

ใครเป็นอะชาอิเราะฮ์?

แต่บางทีคำถามที่สำคัญกว่าคือ

คนที่เรากำลังกล่าวหา เขาสอนอะไรจริง ๆ?

เขามีท่าทีอย่างไรต่อการตักฟีร?

เขามีท่าทีอย่างไรต่อความรุนแรง?

เขาสนับสนุนการล้มล้างผู้ปกครองหรือไม่?

เขายอมรับการใช้กำลังกับมุสลิมที่เห็นต่างหรือไม่?

และเรามีหลักฐานจากตำราและคำพูดของเขาจริงหรือไม่?

เพราะการติดป้ายคนง่ายกว่าการอ่านหนังสือของเขามาก

และการกล่าวหาใครว่าเป็น “มัดคอลี” หรือ “วะฮาบี” ก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหานั้นเป็นจริงโดยอัตโนมัติ


ประวัติศาสตร์มีบทเรียนหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

อิควานเคยเป็นกำลังสำคัญในการสร้างอำนาจ

แต่สุดท้าย

อำนาจนั้นกลับหันมาปราบอิควาน

นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าอิควานเป็น “หมาก” ตั้งแต่แรก

แต่พิสูจน์ให้เห็นว่า

พันธมิตรทางการเมืองมีเงื่อนไข

และเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน

พันธมิตรก็เปลี่ยนสถานะได้

จากมิตร...

เป็นคู่แข่ง

จากคู่แข่ง...

เป็นภัยคุกคาม

และจากภัยคุกคาม...

กลายเป็นเป้าหมายของรัฐ

ดังนั้น หากเราจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อัลซาอูด–อาลอัชชัยค์–อิควาน–วะฮาบี–ซาลาฟี–มัดคอลี–ไอซิส

อย่าเริ่มต้นด้วยการติดป้ายว่าใคร “ดี” หรือ “เลว”

แต่จงเริ่มต้นด้วยคำถามที่ยากกว่า

“ใครถืออำนาจ ใครให้ความชอบธรรม ใครถืออาวุธ และเมื่อเป้าหมายของพวกเขาไม่ตรงกัน… ใครเป็นคนกำหนดกติกา?”

เพราะในประวัติศาสตร์การเมือง

คนถืออาวุธอาจช่วยสร้างรัฐ

แต่เมื่อรัฐถืออำนาจอย่างสมบูรณ์

รัฐย่อมไม่ยอมให้ใครถืออาวุธเหนือรัฐ

และนี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากประวัติศาสตร์อิควาน

พันธมิตรในสนามรบ อาจไม่ใช่พันธมิตรในสนามอำนาจ

ความคิดเห็น