เมาลิดนบี : พิธีกรรมแห่งความรัก หรือ “การเมืองของความทรงจำ”?

เมาลิดนบี : พิธีกรรมแห่งความรัก หรือ “การเมืองของความทรงจำ”?

เมื่อการรำลึกถึงท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เดินทางผ่านประวัติศาสตร์ จากความขัดแย้งเรื่องอำนาจในยุคแรก สู่ข้อถกเถียงเรื่องซุนนะฮ์–บิดอะฮ์ และการเปลี่ยนแปลงอำนาจในดินแดนฮิญาซ

เมื่อถึงเดือนเราะบีอุลเอาวัล ในหลายชุมชนมุสลิมทั่วโลก จะมีการจัดงาน เมาลิดนบี เพื่อรำลึกถึงท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ

บางแห่งมีการอ่านอัลกุรอาน อ่านชีเราะฮ์ กล่าวซอลาวาต กล่าวบทสรรเสริญท่านนบี การบรรยายธรรม เลี้ยงอาหาร และกิจกรรมของชุมชน

สำหรับผู้ที่เห็นด้วย เมาลิดคือพื้นที่แห่งความรักและการเรียนรู้ประวัติชีวิตของท่านนบี

แต่สำหรับอีกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยึดแนวทางสลัฟี เมาลิดคือสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถาม เพราะท่านนบี ﷺ ไม่ได้จัดงานวันเกิดของตนเอง และบรรดาเศาะหาบะฮ์ในยุคแรกก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า

เมาลิดเป็นเพียงข้อแตกต่างทางหลักนิติศาสตร์อิสลาม หรือในประวัติศาสตร์ เรื่องการรำลึกถึงท่านนบีและอะฮ์ลุลบัยต์เคยมีมิติของอำนาจ การเมือง และการสร้างความทรงจำร่วมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่?

คำถามนี้ไม่ควรตอบด้วยอารมณ์ และไม่ควรนำไปสู่การกล่าวหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเจตนาทางการเมืองโดยไม่มีหลักฐาน

แต่สามารถนำมาศึกษาในฐานะ ประวัติศาสตร์ของศาสนาและอำนาจ ได้

จากความขัดแย้งเรื่องผู้นำ สู่ความทรงจำเกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์

หลังการเสียชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ โลกมุสลิมต้องเผชิญกับคำถามสำคัญเรื่องผู้นำและอำนาจทางการเมือง

ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองยุคแรก โดยเฉพาะระหว่างฝ่ายของท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ กับฝ่ายของมุอาวิยะฮ์ อิบนุอบีสุฟยาน

ต่อมา เมื่ออำนาจตกอยู่กับราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ความขัดแย้งเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป

เหตุการณ์ที่สะเทือนโลกมุสลิมอย่างยิ่งคือ กัรบะลาอ์ ค.ศ. 680 เมื่ออิมามฮูเซ็น บุตรของท่านอะลีและฟาฏิมะฮ์ และหลานของท่านนบี ﷺ ถูกสังหารในสมัยยะซีด อิบนุมุอาวิยะฮ์

เหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อของฮูเซ็นและอะฮ์ลุลบัยต์กลายเป็นส่วนสำคัญของความทรงจำทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของโลกมุสลิม โดยเฉพาะในชุมชนชีอะฮ์ แต่ความรักและการยกย่องอะฮ์ลุลบัยต์ก็มีอยู่ในโลกซุนนีด้วย

ตรงนี้จึงต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน

การรักอะฮ์ลุลบัยต์เป็นเรื่องหนึ่ง

ส่วน

การตีความทางการเมืองและศาสนาที่เกิดขึ้นรอบ ๆ อะฮ์ลุลบัยต์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หากมองประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน เราจะพบว่า การกำหนดว่าใครคือผู้มีสิทธิในการปกครอง ใครคือผู้สืบทอดความชอบธรรม และใครคือผู้มีสถานะทางศาสนา ล้วนสามารถเชื่อมโยงกันได้

นี่คือจุดที่ “การเมือง” กับ “ความทรงจำทางศาสนา” เริ่มมีพื้นที่ทับซ้อนกัน


เมื่อความทรงจำกลายเป็นอัตลักษณ์

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไม่ได้จบลงเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป

ผู้คนยังคงจดจำ

ยังเล่าเรื่อง

ยังสอนลูกหลาน

ยังอ่านบทกวี

ยังกล่าวถึงบุคคลสำคัญ

และยังสร้างพิธีกรรมเพื่อถ่ายทอดความทรงจำเหล่านั้น

นักสังคมศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ลักษณะนี้ว่า “ความทรงจำร่วม” (collective memory)

เมาลิดก็สามารถมองผ่านกรอบนี้ได้

เพราะในหลายพื้นที่ เมาลิดไม่ได้เป็นเพียงการบอกว่า “วันนี้เป็นวันเกิดของท่านนบี”

แต่เป็นโอกาสในการนำชีเราะฮ์ของท่านนบีมาสู่คนรุ่นใหม่

เล่าเรื่องครอบครัวของท่าน

กล่าวถึงฟาฏิมะฮ์ อะลี ฮะซัน ฮูเซ็น และอะฮ์ลุลบัยต์

กล่าวซอลาวาต

สอนคุณธรรม

และรวมผู้คนในชุมชนให้มาพบกัน

ดังนั้น เมาลิดจึงสามารถทำหน้าที่เป็น พื้นที่ถ่ายทอดความทรงจำและอัตลักษณ์ทางศาสนา

แต่การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเมาลิดถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง

สองเรื่องนี้ต้องไม่ถูกนำมาปนกัน


แล้วเมาลิดเกิดขึ้นเมื่อใด?

ประเด็นนี้เองที่ทำให้เรื่องซับซ้อน

ท่านนบี ﷺ ไม่ได้จัดงานเมาลิดในรูปแบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน

บรรดาเศาะหาบะฮ์ก็ไม่ได้จัด

และเมาลิดในฐานะกิจกรรมสาธารณะประจำปีปรากฏขึ้นในโลกมุสลิมในยุคหลัง

นักประวัติศาสตร์มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับพัฒนาการของเมาลิด ทั้งในบริบทของฟาฏิมียะฮ์และต่อมาในโลกซุนนี

เมื่อเมาลิดแพร่หลายออกไป จึงเกิดคำถามทางศาสนาตามมา

สิ่งนี้เป็นอิบาดะฮ์ที่มีหลักฐานหรือไม่?

นี่คือจุดที่เกิดความเห็นต่างอย่างจริงจัง

ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า

เมื่อท่านนบี ﷺ ไม่ได้ทำ เศาะหาบะฮ์ไม่ได้ทำ และคนรุ่นแรกไม่ได้ทำ การกำหนดให้เป็นพิธีกรรมทางศาสนาจึงไม่ควรเกิดขึ้น

อีกฝ่ายหนึ่งมองว่า

การรวมตัวเพื่ออ่านอัลกุรอาน กล่าวซอลาวาต ศึกษาชีเราะฮ์ และเลี้ยงอาหาร ล้วนเป็นความดีที่ศาสนาอนุญาต เพียงแต่นำความดีเหล่านั้นมารวมกันในโอกาสหนึ่ง

จึงเกิดคำว่า บิดอะฮ์ ในความหมายและกรอบการตีความที่แตกต่างกัน



“นบีไม่ทำ” กับคำถามเรื่องบิดอะฮ์

ในมุมมองสลัฟี เหตุผลไม่ได้หยุดอยู่ที่ประโยคว่า “นบีไม่เคยทำ”

แต่มีหลักคิดที่ลึกกว่านั้น

คือ

อิบาดะฮ์ต้องมีหลักฐาน

หากมีการกำหนดวัน เวลา จำนวน หรือรูปแบบเฉพาะให้กับกิจกรรมทางศาสนา สิ่งนั้นควรมีหลักฐานจากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ หรือแนวทางของเศาะหาบะฮ์

ดังนั้น แม้การอ่านกุรอานจะเป็นความดี

การซอลาวาตจะเป็นความดี

การบริจาคจะเป็นความดี

การศึกษาชีเราะฮ์จะเป็นความดี

แต่คำถามของฝ่ายคัดค้านคือ

แล้วมีหลักฐานหรือไม่ว่าเราควรนำสิ่งเหล่านี้มาจัดเป็น “งานเมาลิด” ทุกปีในวันดังกล่าว?

นี่คือหัวใจของข้อถกเถียง

และเป็นข้อถกเถียงทางหลักศาสนาที่มีอยู่จริง ไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกอย่างด้วยการเมือง


แต่ศาสนากับการเมืองเคยแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงหรือ?

นี่คือคำถามที่น่าสนใจอีกชั้นหนึ่ง

ในประวัติศาสตร์อิสลาม ศาสนาและการเมืองไม่ใช่โลกสองใบที่แยกออกจากกันโดยสมบูรณ์

ผู้ปกครองต้องการความชอบธรรม

นักวิชาการมีบทบาทในการให้คำอธิบายทางศาสนา

ชุมชนมีอัตลักษณ์

และพิธีกรรมสามารถกลายเป็นพื้นที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คน

ดังนั้นจึงสามารถศึกษาว่า

พิธีกรรมทางศาสนาในบางช่วงเวลาได้รับความหมายทางการเมืองเพิ่มขึ้นหรือไม่

แต่ต้องย้ำว่า

การมีมิติทางการเมือง ไม่ได้แปลว่าต้นกำเนิดของพิธีกรรมนั้นเป็นเรื่องการเมือง

และ

การที่บางรัฐหรือบางกลุ่มนำพิธีกรรมไปใช้ทางการเมือง ก็ไม่ได้แปลว่าผู้เข้าร่วมทุกคนมีเป้าหมายทางการเมือง

นี่คือความแตกต่างระหว่าง “หน้าที่ทางสังคมของพิธีกรรม” กับ “เจตนาของผู้สร้างพิธีกรรม”


จากฮิญาซของฮาชิไมต์ สู่รัฐซาอุดี

อีกช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงอำนาจในฮิญาซในคริสต์ศตวรรษที่ 20

มักกะฮ์และมะดีนะฮ์เคยอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮาชิไมต์ โดยชะรีฟแห่งมักกะฮ์เป็นชนชั้นผู้นำที่อ้างสายสืบเชื้อสายจากอะฮ์ลุลบัยต์

แต่ต้องแก้ความเข้าใจประการหนึ่งที่มักถูกพูดคลาดเคลื่อน

ชะรีฟฮูเซนแห่งมักกะฮ์อยู่ในสายฮาชิไมต์ที่อ้างสืบเชื้อสายจากอิมามฮะซัน อิบนุอะลี ไม่ใช่สายตรงจากอิมามฮูเซ็น

ในปี ค.ศ. 1924 อิบนุซะอูดเข้ายึดมักกะฮ์ และในปี ค.ศ. 1925 ฝ่ายซาอุดีเข้าควบคุมมะดีนะฮ์ ก่อนที่ฮิญาซจะถูกรวมเข้ากับรัฐซาอุดีในเวลาต่อมา

นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้ปกครอง

แต่เป็นการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางศาสนาและสังคมของฮิญาซด้วย

เพราะขบวนการปฏิรูปศาสนาที่สัมพันธ์กับแนวคิดวะฮาบีมีจุดยืนวิพากษ์ต่อการปฏิบัติบางอย่าง เช่น การให้ความสำคัญกับสุสาน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์บางแห่ง และการปฏิบัติที่พวกเขาเห็นว่าอาจนำไปสู่ชิรก์หรือสิ่งที่ไม่มีหลักฐานในศาสนา

เมื่อแนวคิดทางศาสนาเข้ามาอยู่ร่วมกับอำนาจรัฐ คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า

“อะไรถูกหรือผิดทางศาสนา?”

แต่ยังสามารถศึกษาต่อได้ว่า

“เมื่อแนวคิดหนึ่งกลายเป็นแนวคิดหลักของรัฐ มันเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะและความทรงจำทางศาสนาอย่างไร?”


แล้วเมาลิดเกี่ยวข้องกับการเมืองซาอุดีหรือไม่?

ตรงนี้ต้องตอบอย่างระมัดระวัง

ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสรุปว่า การต่อต้านเมาลิดเกิดขึ้นเพราะต้องการลบอะฮ์ลุลบัยต์ หรือเกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

เพราะเหตุผลทางศาสนาของฝ่ายคัดค้านมีโครงสร้างของมันเอง

พวกเขายึดหลักว่า

ศาสนาต้องกลับไปสู่กุรอานและซุนนะฮ์ และไม่ควรเพิ่มพิธีกรรมที่ไม่มีแบบอย่างจากคนรุ่นแรก

ดังนั้น การอธิบายว่าการคัดค้านเมาลิดเป็น “การเมือง” ทั้งหมดจึงไม่เป็นธรรมต่อเหตุผลทางศาสนาของฝ่ายนั้น

แต่ในทางกลับกัน เราก็สามารถตั้งคำถามทางประวัติศาสตร์ได้ว่า

เมื่อแนวคิดทางศาสนาถูกนำมาใช้ภายใต้บริบทของรัฐและการเปลี่ยนแปลงอำนาจ แนวคิดดังกล่าวมีผลต่อการจัดระเบียบความทรงจำและพิธีกรรมของสังคมอย่างไร?

คำถามนี้เปิดพื้นที่ให้ศึกษาได้โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวหาผู้ใด


เมาลิดจึงอาจเป็น “พื้นที่แห่งความทรงจำ”

เมื่อมองจากมุมนี้ เมาลิดไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องวันเกิด

แต่มันสามารถเป็นพื้นที่ที่ชุมชนบอกกับคนรุ่นต่อไปว่า

เราจำท่านนบีอย่างไร

เรารักท่านอย่างไร

เราจำครอบครัวของท่านอย่างไร

เราเล่าประวัติศาสตร์ของเราอย่างไร

และ

เราอยากให้คนรุ่นต่อไปเข้าใจอิสลามแบบใด

นี่คือเหตุผลที่พิธีกรรมทางศาสนาบางอย่างมีพลังทางสังคมมากกว่าตัวพิธีกรรมเอง

เพราะมันสร้าง “ความทรงจำร่วม”

และความทรงจำร่วมสามารถสร้าง “อัตลักษณ์ร่วม”

ส่วนอัตลักษณ์ร่วม เมื่ออยู่ในบริบทของรัฐ ชุมชน หรือความขัดแย้งทางอำนาจ ก็สามารถมีมิติทางการเมืองตามมาได้


อย่าทำให้ความแตกต่างกลายเป็นความเกลียดชัง

ท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่องเมาลิดไม่ควรจบลงด้วยคำว่า

“ฝ่ายไหนรักนบีมากกว่า?”

เพราะทั้งสองฝ่ายสามารถยืนยันได้ว่าตนเองรักท่านนบี ﷺ

ฝ่ายที่ไม่จัดเมาลิดอาจกล่าวว่า

“เรารักนบีด้วยการปฏิบัติตามซุนนะฮ์และไม่เพิ่มสิ่งที่ท่านไม่ได้บัญญัติ”

ฝ่ายที่จัดเมาลิดอาจกล่าวว่า

“เรารักนบีด้วยการรำลึกถึงชีวิตของท่าน กล่าวซอลาวาต ศึกษาชีเราะฮ์ และปลูกฝังความรักต่อท่านแก่คนรุ่นใหม่”

ความแตกต่างจึงควรถูกนำเข้าสู่พื้นที่ของ วิชาการและการสนทนา มากกว่าการกล่าวหากัน

และเมื่อเรานำประวัติศาสตร์การเมืองเข้ามาศึกษา ก็ต้องยิ่งระมัดระวัง

เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม

แต่มีหน้าที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า

เหตุใดคนมุสลิมจึงมีความทรงจำ ความเชื่อ และพิธีกรรมที่แตกต่างกัน


เมาลิดจึงอาจไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ทำได้หรือทำไม่ได้”

แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

ศาสนา ความทรงจำ อัตลักษณ์ และอำนาจ มีความสัมพันธ์กันอย่างไรในประวัติศาสตร์มุสลิม?

และเมื่อเรามองเมาลิดผ่านคำถามนี้ เราจะเห็นว่า

บางคนมองเห็นเพียง “บิดอะฮ์”

บางคนมองเห็น “ความรักต่อท่านนบี”

บางคนมองเห็น “ประเพณีของชุมชน”

และบางคนอาจมองเห็น “ความทรงจำทางประวัติศาสตร์”

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่ควรรีบด่วนสรุปว่ามุมมองใดมุมมองหนึ่งสามารถอธิบายเมาลิดได้ทั้งหมด

เพราะเบื้องหลังงานหนึ่งงาน อาจมีทั้ง ศรัทธา ประเพณี ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และบริบททางสังคม ซ้อนทับกันอยู่

และบางครั้ง การเข้าใจความแตกต่างของมุสลิม

อาจไม่ได้เริ่มจากการถามว่า

“ใครผิด?”

แต่อาจเริ่มจากการถามว่า

“เรามาถึงจุดที่คิดต่างกันได้อย่างไร?”


ข่าวมุสลิมเชียงให่ม่


ความคิดเห็น