เมื่อการนิกาห์กลายเป็นธุรกิจบทเรียนจากการแต่งงานข้ามพรมแดน

บทเรียนจากการแต่งงานข้ามพรมแดน...เมื่อเจตนากลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าพิธีกรรม

โดย ชุมพล ศรีสมบัติ

การแต่งงานในอิสลาม (นิกาห์) มิใช่เพียงพิธีกรรมที่ทำให้ชายหญิงอยู่ร่วมกันได้อย่างถูกต้องตามหลักศาสนา หากแต่เป็น "พันธสัญญาอันหนักแน่น" (مِيثَاقًا غَلِيظًا) ที่อัลลอฮ์ทรงเรียกไว้ในอัลกุรอาน เป็นพันธะที่สร้างครอบครัว สร้างลูกหลาน และสร้างสังคมที่มั่นคง

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป การเดินทางระหว่างประเทศสะดวกขึ้น การสื่อสารไร้พรมแดน และผู้คนรู้จักกันผ่านเครือข่ายต่าง ๆ การแต่งงานข้ามเชื้อชาติและข้ามประเทศก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ส่วนใหญ่แล้ว การแต่งงานลักษณะนี้ประสบความสำเร็จ สามีภรรยาสร้างครอบครัวที่อบอุ่น เคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรม และเป็นแบบอย่างของคำสอนอิสลามที่ว่า

"ผู้ที่ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกเจ้า คือผู้ที่ยำเกรงอัลลอฮ์มากที่สุด"

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็เริ่มพบเรื่องราวที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น

เรื่องราวของหญิงสาวที่ถูกทอดทิ้ง

เด็กที่เติบโตโดยไม่มีพ่อ

ครอบครัวที่เฝ้ารอการกลับมาของชายผู้จากไป

และบางครั้ง ปัญหาเหล่านี้ เริ่มต้นจาก "คนกลาง"

เมื่อความศรัทธา กลายเป็นช่องทางของธุรกิจ

ในอดีต การสู่ขอเกิดขึ้นผ่านญาติ ผู้ใหญ่ในชุมชน หรืออิหม่าม ทุกคนต่างรู้จักกัน สามารถสอบถามประวัติ ความประพฤติ และความรับผิดชอบของผู้มาสู่ขอได้

แต่ปัจจุบัน มีบางกรณีที่บุคคลทำหน้าที่เป็น "นายหน้า" แนะนำชายต่างชาติให้รู้จักหญิงไทย โดยอาศัยความน่าเชื่อถือจากการเป็นผู้รู้ ผู้เดินทาง หรือผู้มีเครือข่ายในต่างประเทศ

แน่นอน...คนกลางจำนวนมากทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ

แต่ก็มีบางรายที่มองเห็น "ผลประโยชน์"

เมื่อการจับคู่กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ ความรอบคอบก็อาจลดลง

ผู้หญิงกลายเป็น "ตัวเลือก"

ครอบครัวกลายเป็น "ลูกค้า"

และการนิกาห์ค่อย ๆ ถูกลดคุณค่าลง จนเหลือเพียง "ข้อตกลง"

ความหวังของพ่อแม่ กับบททดสอบของหัวใจ

ไม่มีพ่อแม่คนใดไม่อยากเห็นลูกมีชีวิตที่ดี

เมื่อมีชายต่างชาติมาสู่ขอ หลายครอบครัวจึงอดหวังไม่ได้ว่า

"ลูกสาวคงสบาย"

"อนาคตคงมั่นคง"

แต่บางครั้ง ความหวังก็กลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

ขณะเดียวกัน ก็มีครอบครัวที่เรียนรู้จากประสบการณ์ จึงเรียกร้องให้ฝ่ายชายแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดหาที่อยู่อาศัย หรือสร้างหลักประกันให้ฝ่ายหญิงก่อนเริ่มต้นชีวิตคู่

หากเพียงข้อเรียกร้องเรื่องความรับผิดชอบ ทำให้ฝ่ายชายหายไปและเปลี่ยนไปหาหญิงคนใหม่ทันที นั่นอาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่าเหตุผลใด ๆ

เพราะคนที่ตั้งใจสร้างครอบครัว ย่อมไม่หวาดกลัวต่อการพิสูจน์ความจริงใจ

นิกาห์ไม่ใช่ใบอนุญาตของกิเลส

ศาสดามุฮัมมัด ﷺ กล่าวว่า

"แท้จริงทุกการงานขึ้นอยู่กับเจตนา"

หะดีษบทนี้ไม่ได้กล่าวถึงเพียงการละหมาดหรือการถือศีลอดเท่านั้น

แต่มันครอบคลุมทุกการกระทำของมนุษย์

รวมถึงการแต่งงาน

ชายคนหนึ่งอาจกล่าวคำอีญาบและกอบูลอย่างถูกต้อง

จ่ายมะฮัรครบถ้วน

มีพยานครบ

แต่หากในหัวใจของเขาตั้งใจเพียงใช้ชีวิตกับหญิงคนนั้นช่วงสั้น ๆ แล้วจากไปโดยไม่รับผิดชอบ

คำถามที่ต้องถามคือ

เขาปฏิบัติตาม "รูปแบบ" ของศาสนา

หรือกำลังทำลาย "เป้าหมาย" ของศาสนา

สิทธิของผู้หญิง...ที่สังคมต้องปกป้อง

อิสลามให้สิทธิผู้หญิงตั้งแต่วันที่เข้ารับการสมรส

สิทธิในการได้รับมะฮัร

สิทธิในการได้รับการเลี้ยงดู

สิทธิในการได้รับความยุติธรรม

สิทธิของบุตรที่จะได้รับการอุปการะจากบิดา

ดังนั้น การทอดทิ้งภรรยาโดยไม่รับผิดชอบ

การปล่อยให้หญิงคนหนึ่งรอโดยไม่หย่าหรือไม่ติดต่อ

หรือการละทิ้งลูกที่เกิดจากการสมรส

ล้วนขัดกับเจตนารมณ์ของชารีอะฮ์ แม้ในรายละเอียดทางฟิกฮ์ของแต่ละสำนักจะมีความเห็นแตกต่างกันในบางประเด็นก็ตาม

ถึงเวลาที่มัสยิดต้องมีบทบาทมากกว่าเป็นสถานที่นิกาห์

หลายครั้ง อิหม่ามถูกเชิญมาเพียงเพื่ออ่านคุตบะฮ์นิกาห์

เมื่อพิธีเสร็จ ทุกอย่างก็จบลง

แต่บางที สิ่งที่ชุมชนควรทำมากกว่านั้น คือ

ตรวจสอบสถานภาพของผู้มาสู่ขอ

ตรวจสอบว่ามีครอบครัวเดิมหรือไม่

สอบถามหนังสือรับรองจากมัสยิดในประเทศต้นทาง

จัดเก็บข้อมูลการติดต่อ

ให้คำปรึกษาครอบครัวทั้งสองฝ่าย

และติดตามดูแล หากเกิดปัญหาหลังการสมรส

เพราะการคุ้มครองครอบครัว เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์สำคัญของกฎหมายอิสลาม

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชื้อชาติ แต่อยู่ที่ความรับผิดชอบ

เราไม่อาจกล่าวได้ว่า ชาวต่างชาติเป็นเช่นนี้ทั้งหมด

เพราะมีสามีต่างชาติอีกมากมายที่เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี และเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน

เช่นเดียวกับที่คนไทยเอง ก็มีทั้งผู้รับผิดชอบและผู้ทอดทิ้งครอบครัว

ดังนั้น สิ่งที่เราควรวิพากษ์ ไม่ใช่สัญชาติ

แต่คือพฤติกรรม

ไม่ใช่ภาษา

แต่คือเจตนา

ไม่ใช่เชื้อชาติ

แต่คือความซื่อสัตย์

ก่อนจะถามว่า "นิกาห์ถูกต้องหรือไม่"

บางที เราควรถามก่อนว่า

ผู้ชายคนนี้พร้อมจะเป็น "สามี" หรือยัง

พร้อมจะเป็น "พ่อ" หรือยัง

พร้อมจะรับผิดชอบชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งหรือยัง

เพราะในอิสลาม

การนิกาห์ไม่ใช่พิธีที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งถูกต้อง

แต่เป็นการเริ่มต้นของความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

และบางครั้ง...

คำถามที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่า

"พิธีถูกต้องหรือไม่"

แต่คือ

"หากวันหนึ่งลูกสาวของเรา หรือลูกสาวของเขา ต้องเผชิญเหตุการณ์เดียวกัน เราจะยังคิดว่าการกระทำเช่นนั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยหรือไม่?"

หากคำตอบคือ "ไม่"

ก็ถึงเวลาที่ชุมชนมุสลิมทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว อิหม่าม คณะกรรมการมัสยิด นักวิชาการ และผู้ทำหน้าที่เป็นคนกลาง จะร่วมกันยกระดับการนิกาห์ให้กลับไปสู่เจตนารมณ์ดั้งเดิมของอิสลาม

เพราะการนิกาห์ ไม่ใช่ธุรกิจ

แต่คือความไว้วางใจ (อะมานะฮ์) ที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้มนุษย์ดูแลด้วยความยำเกรง

ความคิดเห็น