เล่าเรื่องชุมชนมุสลิมช้างคลาน​ แหล่งพำนักของนักเดินทางสู่เมืองล้านนา

เรื่องเล่าชุมชนมุสลิมช้างคลาน..หากเอ่ยถึงเมืองเชียงใหม่ หลายท่านอาจนึกถึงวัดวาอาราม ความศรัทธาแบบล้านนา แต่น้อยคนจะรู้ว่า ใต้เงาจอมเจดีย์สูงเสียดฟ้านี้ ยังมีอีกชุมชนหนึ่งที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและรากเหง้าที่ยาวนาน ไม่แพ้ที่ใด...

#นี่คือเรื่องเล่าของ "ชุมชนมุสลิมมัสยิดช้างคลาน" วิถีแห่งพี่น้องเชื้อสายอินเดีย-เบงกาลีบนแผ่นดินล้านนา

      ย้อนอดีตไปมากกว่า 170 ปีล่วงแล้วเราขอเริ่มต้น ในปี พ.ศ. 2393 ชายผู้หนึ่งนามว่า "มุฮัมมัด อุสมาน อาลี เมยายี" พร้อมด้วยคู่ชีวิตและญาติพี่น้อง ได้เดินทางอพยพมาจากแผ่นดินพม่า พวกเขาตั้งรกรากอยู่ทางใต้ของกำแพงเมืองเชียงใหม่ แต่หลังจากอยู่ได้ 2-3 ปี ก็รู้สึกว่าที่นั่นใกล้คุ้มเจ้าผู้ครองนครเกินไป และล้อมรอบด้วยชุมชนชาวพุทธ ทำให้การปฏิบัติศาสนกิจไม่สะดวกนัก 
     ท่านอุสมานและภรรยาจึงตัดใจย้ายออกไป หาที่ตั้งใหม่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากกำแพงเมืองเก่าไปราว 2 กิโลเมตร ส่วนน้องชายและน้องสาวของภรรยาที่นับถือพุทธยังคงอยู่ ในที่เดิม

       ที่ดินผืนใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากเจ้าเมืองเชียงใหม่นั้น อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในยุคบุกเบิก มีครัวเรือนมุสลิมเพียงไม่กี่สิบหลัง ประชากรยังไม่ถึงร้อยชีวิต ทว่าการเริ่มต้นอันเรียบง่ายนี้แหละ ที่กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของชุมชนใหญ่ในวันนี้

        มัสยิดหลังแรกของชุมชน ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ณ "ท่าปู่ก้อน" ในยุคที่พื้นที่แถบนี้ยังเป็นทุ่งนากว้างไกล ท่านอุสมาน ผู้เป็นทั้งผู้นำและจิตวิญญาณของกลุ่ม ได้รวบรวมพี่น้องร่วมใจกันสร้างมัสยิดด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงแฝก ใช้เป็นสถานที่ประกอบนมาซวันละ 5 เวลา และเป็นโรงเรียนสอนหลักคำสอนของอิสลามแห่งแรก ท่านยังได้รับการยอมรับให้เป็น "อีหม่าม" คนแรกของชุมชนมุสลิมในเชียงใหม่อีกด้วย

      กาลเวลาผ่านไป กระแสน้ำปิงที่เชี่ยวกรากในฤดูฝนได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปี ท่านอุสมานจึงมองหาที่ตั้งใหม่ ที่ดินประมาณ 3 งานเศษ สำหรับสร้างมัสยิดหลังใหม่ ณ ตำแหน่งปัจจุบันบนซอยเจริญประเทศ 13 มัสยิดหลังที่สองนี้แข็งแรงมั่นคงกว่า ตัวอาคารทำจากไม้เนื้อแข็ง หลังคามุงกระเบื้องดินเผา

     ด้วยความที่ท่านเป็นที่รักและเคารพของทุกคน ไม่เพียงแต่ในชุมชน แต่ก็เป็นที่โปรดของเจ้านายฝ่ายเหนือ ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น "กำนัน" ทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขให้ชาวตำบลช้างคลานโดยรวม หลังจากท่านถึงแก่กรรม ลูกหลานคือ แม่อุ้ยดำ (อาอีซะ) แม่อุ้ยน้อย และแม่เรียม ก็ร่วมกันสืบสานเจตนารมณ์ต่อไป

       ในปี พ.ศ. 2453 แม่เรียมและลูกหลาน คือ นายคำ มะหะหมัด ได้ร่วมกับบุคคลสำคัญของชุมชน อย่าง ท่านพญาผดุงกิจ (บุตรของท่านซาฟัด อาลี ทันดอน) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักในยุคบุกเบิก (ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็น "ขุนศรีจันทร์ดร" และเป็นต้นตระกูลศรีจันทดร์) พ่อบุกชุ (ต้นตระกูล ศรีอรุณ) และอารีม (ต้นตระกุล มูตีเมีย) ร่วมกันก่อสร้างมัสยิดหลังใหม่ขนาด 10 x 26 ศอก มีระเบียงมุขยื่นออกมาด้านหน้า

       ปี พ.ศ. 2492 มัสยิดได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และในปี 2506 ก็ได้มีการปรับปรุงอีกครั้งเพื่อรองรับสัปปุรุษที่เพิ่มจำนวนขึ้น ที่ดินทางทิศตะวันออกถูกซื้อและบริจาคโดยมูลนิธิอัลญามาล ส่วนทางทิศเหนือ คุณจำนง นา นา ได้บริจาคที่ดินสร้างอาคารสถาบันการศึกษาอิสลาม ปัจจุบัน มัสยิดช้างคลานมีที่ดินรวม 1 ไร่ 48 ตารางวา มีอาคารถาวร 3 หลัง

     ลูกหลานชุมชนช้างคลานในวันนี้ ไม่ทำให้บรรพบุรุษ พวกเขาตั้งใจทำมาหากิน ศึกษาเล่าเรียนทั้งด้านศาสนาและสามัญ ไม่น้อยหน้าใคร ชุมชนนี้ผลิตทั้งแพทย์ ครู อาจารย์ และนักวิชาการระดับดอกเตอร์ที่มีชื่อเสียง ทั้งในพื้นที่และระดับประเทศ หลายครอบครัวทำธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของสังคมเชียงใหม่และสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

      ชุมชนแห่งยังมีผู้นำผู้เสียสละให้กับสังคมมุสลิมในเชียงใหม่ ได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่คนแรก คือ ท่านศรีบุตร (มุฮัมหมัด ญะมาล) วารีย์ ผู้สร้างคุณูปการมากมายจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

      ปัจจุบัน ย่านช้างคลานยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยโรงแรมที่พักของมุสลิม มัสยิดอันสวยงาม และร้านอาหารฮาลาลโดยเฉพาะร้านน้ำชาหลากหลายร้าน ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของพี่น้องมุสลิม และหน่วยงานภาครัฐมาเยือนที่นี่

       ความรักและความสามัคคีของพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ไม่ว่าจะชาติพันธุ์ใด ศาสนาใด ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นความแตกต่าง อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความรักและความเข้าใจ

     หากเราทุกคนนำคำสอนและการปฏิบัติของท่านนบีมูฮัมหมัด (ศอลฯ) มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง ทุกสังคมและชุมชนก็จะได้เห็นประกายแสงแห่งสัจธรรมของอิสลาม ที่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนจากยุค Jahiliyah (ความไม่รู้) สู่ความศิวิไลซ์ในกรอบของอัลอิสลาม อันจะนำมาซึ่งสันติสุขทั้งปวง... อินชาอัลลอฮฺ

#ขอบคุณภาพจากคุณแอ็ด ศรีจันทร์ดร กรรมการมัสยิดช้างคลาน ที่กรุณาให้ก๊อปปี้ภาพ มาให้พี่น้องได้ชมกัน 
เรื่องราวทั้งหมดถือเป็นตำนาน อ้างอิงข้อมูลเรื่องเล่าการก่อสร้างมัสยิดนำเข้าจาก ส่วนของหนังสือสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ในส่วนมรดกศาสนา ในเชียงใหม่ ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี่

ความคิดเห็น