ผู้หญิงกับความรุนแรงในครอบครัว : บทเรียนจาก "หย่าสามครั้ง" ในอิสลาม และการแสวงหาความยุติธรรม
โดย ชุมพล ศรีสมบัติ
เมื่อความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในแทบทุกสังคม ทุกศาสนา และทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย การใช้วาจากดขี่ การควบคุมทางเศรษฐกิจ หรือการใช้อำนาจเหนืออีกฝ่ายจนสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ในหลายกรณี ผู้หญิงกลายเป็นผู้แบกรับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อการหย่าร้างเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม หรือถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการลงโทษคู่สมรส
ระหว่างการศึกษาดูงานที่องค์กร Majlis ในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เมื่อปี 2013 ผมมีโอกาสได้รับฟังเรื่องราวของผู้หญิงมุสลิมจำนวนมากที่กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมครอบครัว ทำให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักคำสอนของศาสนา แต่อยู่ที่การตีความและการนำไปใช้ที่คลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์ดั้งเดิม
Majlis : เสียงของผู้หญิงที่ถูกทำให้เงียบ
Majlis เป็นองค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนที่ก่อตั้งขึ้นในนครมุมไบ เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศ และความไม่เป็นธรรมทางกฎหมาย
องค์กรแห่งนี้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา จัดหาทนายความ ช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรม และผลักดันการปฏิรูปกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง โดยเฉพาะในชุมชนมุสลิมที่มักเผชิญข้อจำกัดจากทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและโครงสร้างสังคมแบบชายเป็นใหญ่
หนึ่งในประเด็นที่ Majlis ทำงานอย่างต่อเนื่อง คือการคัดค้านการหย่าแบบ "ตะล๊ากสามครั้งในคราวเดียว" (Triple Talaq) ซึ่งเคยสร้างผลกระทบต่อผู้หญิงจำนวนมากในอินเดีย
"หย่าสามครั้ง" : ความเข้าใจผิดที่สร้างความทุกข์
หลายคนเข้าใจว่าชายในอิสลามสามารถพูดคำว่า "ฉันหย่าเธอ" สามครั้งแล้วการแต่งงานสิ้นสุดลงทันที แต่ในความเป็นจริง กระบวนการหย่าตามหลักอิสลามไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เกิดขึ้นด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
อัลกุรอานได้กำหนดขั้นตอนที่เน้นการไตร่ตรอง การประนีประนอม และการรักษาสถาบันครอบครัวไว้ก่อนเสมอ
อัลลอฮ์ตรัสว่า
"และหากพวกเจ้ากลัวว่าจะเกิดความแตกแยกระหว่างทั้งสอง ก็จงแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยจากครอบครัวของฝ่ายชายและผู้ไกล่เกลี่ยจากครอบครัวของฝ่ายหญิง" (อันนิสาอ์ 4:35)
หลักการดังกล่าวสะท้อนว่า ก่อนการหย่าจะเกิดขึ้น อิสลามกำหนดให้มีการพูดคุย การไกล่เกลี่ย และการแก้ไขปัญหาร่วมกัน มิใช่การใช้อำนาจฝ่ายเดียว
การหย่าที่เป็นไปตามแนวทางซุนนะฮ์จะมีระยะเวลาให้ทั้งสองฝ่ายทบทวนตนเอง มีโอกาสคืนดีกัน และป้องกันไม่ให้ครอบครัวแตกสลายเพราะความโกรธเพียงชั่วครู่
อิสลามกับการปกป้องผู้หญิงจากความรุนแรง
แม้บางสังคมจะมีการอ้างศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกดขี่ผู้หญิง แต่เมื่อพิจารณาจากหลักคำสอนอิสลามโดยตรง จะพบว่าอิสลามให้ความสำคัญกับการคุ้มครองศักดิ์ศรีของสตรีอย่างชัดเจน
ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ กล่าวว่า
"ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ปฏิบัติดีที่สุดต่อภรรยาของตน"
และในอีกหะดีษหนึ่ง ท่านไม่เคยใช้ความรุนแรงต่อภรรยาของท่านเลยตลอดชีวิต
นักวิชาการอิสลามร่วมสมัยจำนวนมากจึงเห็นตรงกันว่า ความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย และการละเมิดสิทธิของคู่สมรส ขัดต่อเจตนารมณ์พื้นฐานของอิสลามที่ตั้งอยู่บนหลักแห่งความเมตตา (เราะห์มะฮ์) ความรัก (มะวัดดะฮ์) และความสงบสุขในชีวิตคู่
สิทธิของผู้หญิงหลังการหย่า
สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบ คืออิสลามกำหนดหลักประกันหลายประการเพื่อคุ้มครองผู้หญิงหลังการหย่า
- สิทธิในมะฮัรหรือสินสอดที่ตกลงไว้
- สิทธิในการได้รับการอุปการะระหว่างช่วงอิดดะฮ์
- สิทธิในการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย
- สิทธิในการเลี้ยงดูบุตรตามความเหมาะสม
- สิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติและไม่ถูกทำให้อับอาย
หลักการเหล่านี้สะท้อนว่า การหย่าในอิสลามมิใช่การทอดทิ้งผู้หญิง แต่เป็นการยุติความสัมพันธ์อย่างมีความรับผิดชอบต่ออีกฝ่าย
เมื่อวัฒนธรรมอยู่เหนือศาสนา
จากกรณีศึกษาที่ได้รับฟังในอินเดีย รวมถึงในหลายประเทศมุสลิม ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากการนำวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่มาปะปนกับหลักศาสนา
ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยถูกหย่าโดยไม่มีการไกล่เกลี่ย ไม่ได้รับสิทธิที่พึงมี หรือถูกกดดันจนไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม ทั้งที่หลักศาสนาไม่ได้อนุญาตให้กระทำเช่นนั้น
ดังนั้น การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในสังคมมุสลิมจึงไม่ใช่การต่อสู้กับศาสนา แต่เป็นการเรียกร้องให้สังคมกลับไปสู่หลักการแห่งความยุติธรรมที่ศาสนาได้วางไว้ตั้งแต่แรก
การปฏิรูปและความหวัง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนักกฎหมาย นักวิชาการ และองค์กรภาคประชาสังคม เช่น Majlis ได้ร่วมกันผลักดันการปฏิรูปกฎหมายครอบครัวในอินเดีย
เป้าหมายสำคัญคือการยุติการหย่าแบบฉับพลัน ส่งเสริมกลไกไกล่เกลี่ย และสร้างหลักประกันให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม
ขณะเดียวกัน หลายประเทศมุสลิมทั่วโลกก็ได้พัฒนากฎหมายครอบครัวให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของชารีอะฮ์ที่เน้นความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองผู้ที่อ่อนแอกว่าในสังคม
บทส่งท้าย
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่ปัญหาของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจโดยปราศจากความรับผิดชอบ
อิสลามมิได้สนับสนุนการกดขี่ผู้หญิง หากแต่กำหนดกลไกเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรี สิทธิ และความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว
สิ่งที่สังคมมุสลิมต้องทำในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการปกป้องชื่อเสียงของศาสนา แต่คือการทำให้หลักแห่งความยุติธรรม ความเมตตา และความรับผิดชอบที่อิสลามสอนไว้ ปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กที่กำลังเผชิญความทุกข์จากความรุนแรงในครอบครัว
บันทึกการเดินทางและศึกษาดูงาน ณ ประเทศอินเดีย ปี 2013 ปรับปรุงบทความ 4 มิ.ย.2569
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
โปรดใช้วิจารณญานในการแสดงความคิดเห็น