ในโลกยุคโบราณที่เสียงของผู้ชายดังกว่าสิ่งใด หยาดน้ำตาของทารกเพศหญิงจำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลลงสู่ผืนดินอย่างเงียบงัน ทั้งในแผ่นดินมังกรอันกว้างใหญ่และคาบสมุทรอินเดียอันศักดิ์สิทธิ์ ทารกหญิงตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกกลับต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย เพียงเพราะพวกเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อสืบทอดสายเลือดหรือแบกรับเศรษฐกิจของครอบครัว
ความโหดร้ายในอดีต: จีน และ อินเดีย
หากเราย้อนมองอดีต วิธีการกำจัดทารกเพศหญิงของทั้งสองสังคมสะท้อนถึงความเลือดเย็นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกรอบประเพณี:
ในสังคมจีน: เสียงน้ำในถังไม้หรือแม่น้ำสายใหญ่ที่กระเพื่อมไหว มักเป็นจุดจบของทารกหญิงในพิธีกรรมที่เรียกว่า "การจมน้ำลูกสาว" หากไม่ถูกจับกดน้ำ พวกเธอก็จะถูกผ้าห่มผืนหนาอุดจนขาดใจตาย หรือถูกนำไปทิ้งไว้ใน "หอทิ้งเด็ก" ปล่อยให้ลมหนาวและสัตว์ป่าพรากชีวิตไป
ในสังคมอินเดีย: วิธีการกลับเต็มไปด้วยความแยบยลและซ่อนเร้น สายสะดือที่ควรจะเป็นสายใยแห่งชีวิตกลับถูกนำมารัดคอทารกจนเขียวคล้ำ บางแห่งใช้ฝิ่นหรือน้ำยางไม้พิษป้ายที่หัวนมมารดาเพื่อให้ลูกน้อยดูดกลืนความตายเข้าไป หรือแม้กระทั่งการจับทารกยัดใส่ไหดินเผาแล้วฝังทั้งเป็นใต้ผืนดิน
แม้จะต่างวิธีการ—จีนเน้นการจมน้ำ ส่วนอินเดียเน้นการใช้ยาพิษและการฝัง—แต่จุดมุ่งหมายนั้นไม่ต่างกัน คือการมองว่าลูกสาวคือ "ภาระ" และ "ความสูญเสีย"
และที่น่าเศร้า
ใจกลางคาบสมุทรอาหรับในยุคเดียวกัน (ยุคก่อนอิสลาม หรือ ยุคญาฮิลียะฮ์) ชะตากรรมของเด็กผู้หญิงก็ไม่ต่างกัน พวกเธอถูกมองว่าเป็นความอัปยศของตระกูล และมักถูกผู้เป็นพ่อจับฝังดินทั้งเป็นเช่นกัน
การปฏิวัติโดยคำสอนอิสลาม: การคืนคุณค่าให้ชีวิต
ท่ามกลางความมืดมนของยุคสมัย ศาสนาอิสลามได้อุบัติขึ้นพร้อมกับโองการจากพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ์) ที่เข้ามาทลายกำแพงความเชื่อเรื่องชายเป็นใหญ่ และประกาศกร้าวว่า "ชีวิตของทารกหญิงมีค่าเท่าเทียมกับทารกชาย"
อิสลามไม่ได้เพียงแค่ "ห้าม" แต่ใช้วิธีรื้อถอนรากเหง้าความเชื่อและขู่สำทับถึงวันแห่งการพิพากษา เพื่อให้มนุษย์เกิดความเกรงกลัวอย่างแท้จริง
1. การตั้งคำถามที่สั่นสะเทือนหัวใจ
ในคัมภีร์อัลกุรอาน บทอัตตักวีรฺ (โองการที่ 8-9) ได้ฉายภาพวันสิ้นโลกที่ฆาตกรทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับเหยื่อที่ตนเคยฆ่าอย่างโหดเหี้ยม:
"และเมื่อทารกหญิงที่ถูกฝังทั้งเป็นถูกถาม ว่าด้วยความผิดอันใดเล่าที่นางถูกฆ่า?"
ข้อความนี้เปลี่ยนสถานะของเด็กผู้หญิงจากการเป็น "ทรัพย์สินของพ่อ" หรือ "ภาระของตระกูล" ให้กลายเป็น "มนุษย์ที่มีสิทธิ์อันชอบธรรมในการมีชีวิต" และผู้ที่พรากชีวิตพวกเธอจะต้องตอบคำถามนี้ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า
2. การห้ามฆ่าเพราะกลัวความยากจน
สาเหตุหลักที่จีนและอินเดีย (รวมถึงอาหรับโบราณ) ฆ่าเด็กหญิง คือความกลัวทางเศรษฐกิจและค่าสินเดิม อิสลามปิดประตูตายสำหรับข้ออ้างนี้ด้วยโองการในบทอัลอิสรออ์ (โองการที่ 31):
"และพวกเจ้าอย่าฆ่าลูก ๆ ของพวกเจ้าเพราะกลัวความยากจน เราเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขาและแก่พวกเจ้าโดยเฉพาะ แท้จริงการฆ่าพวกเขานั้นเป็นความผิดอันใหญ่หลวง"
คำสอนนี้เปลี่ยนทัศนคติของมนุษย์ให้ตระหนักว่า เด็กทุกคนมาพร้อมกับ "ริซกี" (ปัจจัยยังชีพ) ของตนเอง มนุษย์ไม่ใช่ผู้ให้ชีวิตและไม่ใช่ผู้เลี้ยงดูที่แท้จริง ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ทำลายชีวิตใคร
3. การเปลี่ยน "ภาระ" ให้เป็น "ประตูสู่สวรรค์"
เพื่อเป็นการยกระดับจิตใจมนุษย์ ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ให้คำมั่นสัญญาอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่เลี้ยงดูบุตรสาว ซึ่งตรงข้ามกับค่านิยมเดิมอย่างสิ้นเชิง ท่านกล่าวไว้ความว่า:
"บุคคลใดที่มีบุตรสาวสามคน (หรือสองคน) แล้วเขาได้ให้ความอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดี ให้การุณยธรรม และเลี้ยงดูพวกนางจนกระทั่งนางเติบใหญ่ พวกนางจะเป็นกำแพงกั้นเขาจากไฟนรก (และจะได้อยู่ร่วมกับฉันใน
สวรรค์)"
(บันทึกโดย มุสลิม)
บทสรุป: ความท้าทายในโลกยุคใหม่
ในปัจจุบัน แม้เทคโนโลยีอัลตราซาวด์จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือใหม่ในการ "เลือกเพศ" ผ่านการทำแท้งในหลายประเทศ (รวมถึงจีนและอินเดีย) ซึ่งเป็นการฆ่าทารกหญิงตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก แต่คำสอนของอิสลามที่ประทานมาเมื่อ 1,400 กว่าปีที่แล้วยังคงทันสมัยและเฉียบขาด
อิสลามมองว่า "การทำแท้งเพื่อเลือกเพศ" ก็คือสิ่งเดียวกับ "การฝังเด็กทั้งเป็นในอดีต" มันคืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดจากหัวใจที่มืดบอด
แสงสว่างจากคำสอนอิสลามจึงไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านไป แต่คือเข็มทิศศีลธรรมที่ย้ำเตือนมนุษย์ทุกยุคสมัยว่า บุตรสาวไม่ใช่ความอัปยศ ไม่ใช่ภาระทางเศรษฐกิจ แต่พวกเธอคือความโปรดปราน (เนียะมัต) และคือสะพานที่จะนำพาผู้เป็นพ่อและแม่ไปสู่ความสุขอันนิรันดร์ในสัมปรายภพ
ข่าวมุสลิมเชียงใหม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น
โปรดใช้วิจารณญานในการแสดงความคิดเห็น