เรื่องของ "แซ่" อีกหนึ่งบทความ เพราะมันยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ

เรื่องของ "แซ่" อีกหนึ่งบทความ เพราะมันยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ

      ในเกาหลีเขาว่าเดินเข้าไปในตลาดโยนก้อนหินเข้าไปในฝูงชน ยังไงก็ต้องลงหัวคนแซ่ "คิม" 金

ส่วนในเมืองจีน แซ่ "หวัง" 王 มีเป็นร้อยล้านคน

      แต่ถ้าจะนับเฉพาะคนเผ่า "หุย" 回 ต้องบอกว่าแซ่ "หม่า" 马 ที่แปลว่า "ม้า" ครองแชมป์แบบชนะขาด ทิ้งอันดับสองไม่เห็นฝุ่น

เริ่มต้นกันที่ "คนเผ่าหุย" 回族人 (หุยจู๋เหริน) เป็นใครกันก่อน ❓

     พวกเขาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ เป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อย 56 เผ่าของประเทศจีน (ไม่ได้มีแค่จีนแบบเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ)

     กระจายตัวไปเกือบทั้งประเทศเลยทีเดียว โดยเฉพาะทางตะวันตก แต่แม้กระทั่งในฝั่งตะวันออกอย่าง ปักกิ่ง, เหอเป่ย, มองโกเลียใน หรืออันฮุย ก็มีคนหุยอาศัยอยู่

       นั่นเพราะการย้ายถิ่นฐาน ที่มีมาแต่โบราณ ชาวหุยบางคนเข้ารับราชการกับจักรพรรดิได้ตำแหน่งใหญ่โต ยกตัวอย่างเช่นท่าน 郑和 "เจิ้งเหอ" นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่

     ซึ่งคนไทยรู้จักในนาม "ซำปอกง" ( 三宝公 ซานเป่ากง) ท่านก็เป็นคนเผ่าหุย และนับถือศาสนาอิสลาม

      นี่ถือเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของคนหุย ที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม และสามารถยึดถือขนบธรรมเนียมของตนเองมาเป็นร้อยเป็นพันปี สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

     อย่างไรก็ดี แผ่นดินจีนนี้มีความแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ว่าใครจะเข้ามาอยู่ ก็ต้องจะต้องปฏิบัติตนกลมกลืนเข้ากับอารยธรรมดั้งเดิม ที่ชาวฮั่นได้รังสรรค์เอาไว้

คนจีนเรียกสิ่งนี้ว่า "ฮั่นฮว่า" 汉化 hànhuà

หรือหลอมรวมละลายให้กลายเป็นฮั่น (คนจีนกลุ่มใหญ่) 

ทั้งที่เผ่ามองโกลเคยเข้ามาปกครอง, แมนจูเคยตั้งราชวงศ์ขึ้นเป็นฮ่องเต้, คนหุยมีประชากรมหาศาล แต่วัฒนธรรมบางอย่าง ก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตามให้กับความเป็นจีนฮั่น

หนึ่งในนั้นคึอ การใช้แซ่!

ตามประวัติศาสตร์คนหุยเป็นเชื้อชาติที่อพยพมาจากเอเชียกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบประเทศอุซเบกิสถานในปัจจุบัน

ในอดีตพวกเขาเรียกกันแต่ชื่อไม่ได้มีนามสกุล หรือ "แซ่" (姓 xìng ซิ่ง) ในแบบคนจีนส่วนใหญ่ 

จนกระทั่งปลายราชวงศ์หยวนต้นราชวงศ์หมิง ประมาณ 700-800 ปีก่อน จึงได้เริ่มใช้แซ่ตั้งนามสกุลใช้งาน 

สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากคำสั่งของทางการ เนื่องจากคนหุยจำนวนมากก็ต้องไปติดต่อค้าขาย และรับราชการให้กับราชสำนัก หากไม่มีแซ่ไว้ใช้งาน การติดต่อเรียกชื่อ สั่งการคงทำได้ยาก

แล้วทีนี้จะใช้แซ่อะไรดี?

ในเมื่อนับถือศาสนาอิสลาม ว่ากันว่าชาวหุยได้พูดคุยกันแล้วตกลงที่จะให้เกียรติ ท่าน "นบีมุฮัมมัด" โดยนำบางพยางค์ในชื่อของท่านมาตั้งเป็นแซ่

นามของศาสดาแห่งศาสนาอิสลามมาจากภาษาอาหรับ พอคนต่างถิ่นนำมาเรียก จึงออกเสียงได้หลายอย่าง อาทิ ในภาษาไทย มีทั้ง โมฮาเหม็ด, มะฮะหมัด, มูฮาหมัด, มุฮัมมัด ฯ

ภาษาจีนก็เช่นกัน ปรากฏชื่อท่านเขียนได้ทั้ง 摩诃末 (โม๋เฮอโม่), 马哈麻 (หม่าฮาหมา), 谟罕蓦德 (โม๋ห่านโม่เต๋อ)

คือเสียง โม- , โม๋- , มา- จะพบบ่อย 

นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนเผ่าหุยตัดสินใจนำอักษร 马 (หม่า) มาตั้งเป็นแซ่ เนื่องด้วยนอกจากจะเสียงพ้องกับชื่อของท่านศาสดาแล้ว ในทางความหมายยังแปลว่า "ม้า" 🐎

ซึ่งก็เป็นสัตว์พาหนะที่อยู่คู่กับการดำเนินชีวิตของพวกเขามาแต่เดิม 

ที่สำคัญ แซ่ 马 (หม่า) ยังเป็นแซ่ที่แพร่หลายในวัฒนธรรมของคนฮั่น มีต้นกำเนิดมาก่อนหน้านั้นเป็นพัน ๆ ปี คนหุยนำมาใช้เป็นแซ่ จึงสามารถเนียนเข้ากับชาวจีนส่วนใหญ่ได้สบาย

ย้อนกลับไปที่ท่านแม่ทัพ "เจิ้งเหอ" จริง ๆ ท่านก็แซ่ "หม่า" 马 ชื่อเดิมคือ "หม่าเหอ" แต่ฮ่องเต้พระราชทานแซ่ "เจิ้ง" ให้ในภายหลัง จึงต้องยอมเปลี่ยนแซ่

และในเมืองจีนทุกวันนี้ ยังมีวลีที่น่าสนใจเกี่ยวกับแซ่ "หม่า" ของชาวหุย นั่นคือ "十回九马" shí huí jiǔ mǎ

แปลว่า "คนหุยสิบคน เป็นคนแซ่หม่าไปซะเก้าคน"

ชาวหุยจากมณฑลยูนนานของจีนอพยพมาเมืองไทยเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ และหลาย ๆ คนก็ใช้แซ่ "หม่า" 

แต่ต้องย้ำตรงนี้ก่อนว่า แซ่ "หม่า" ของคนหุย เป็นคนละสายกับแซ่ "หม่า" ทางฝั่งทะเลตะวันออก ที่ส่วนหนึ่งอพยพมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเราจะคุ้นเรียกว่าแซ่ "เบ๊" ในสำเนียงแต้จิ๋ว

(จากตรงนี้เลยรู้เลยว่า “เป็นเบ๊” = “เป็นม้า” คอยรับใช้)

และถ้าท่านผู้อ่านจับสังเกตดี ๆ จะพบว่าแซ่หรือคำว่า "หม่า" 马 ซึ่งแปลว่า "ม้า" มีเสียงใกล้เคียงกับกับ "ม้า" ในเสียงภาษาไทยเลย

แถมขุนพลในยุคสามก๊ก ที่ออกเสียงเรียกด้วยสำเนียงฮกเกี้ยน ยังเรียกชื่อว่า "ม้าเฉียว" คือออกเสียงว่าม้าเต็ม ๆ 

คำศัพท์ภาษาไทยจำนวนมากมีที่มาจากเมืองจีน และไม่ใช่แค่ชาวจีนอพยพยุคหลังนำเข้ามา แต่มีการถ่ายทอดผ่านการเคลื่อนตัวของกลุ่มคนมาเป็นพันปี ก่อนอาณาจักรสุโขทัยด้วยซ้ำ

ขอบคุณบทความรูปภาพจากเพจไทยคำจีนคำ
#ไทยคำจีนคำ #แซ่หม่า #แซ่ม้า #คนหุย #จีนยูนนาน #ชาติพันธุ์ #อิสลาม #ประวัติศาสตร์ #วัฒนธรรม

ความคิดเห็น